praew

ประวัติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

Posted on: มิถุนายน 30, 2012


พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ถึงแม้ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ถึงวันพระราชสมภพของพระองค์ แต่นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า พระองค์ทรงพระราชสมภาพประมาณปีจอ จุลศักราช 600 (พ.ศ. 1781) หรือปีกุล จุลศักราช 601 (พ.ศ. 1782) เพราะตามพงศาวดารเมืองเหนือ เช่น พงศาวดารโยนกกล่าวว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระสหายรุ่นราวคราวเดียวกับ พ่อขุนมังราย เจ้าเมือง เชียงใหม่และพ่อขุนงำเมือง เจ้าเมืองพะเยา และเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน คือทรงศึกษาอยู่ในสำนักสุกกทันตฤษี ณ เมืองละโว้ (ลพบุรี ) พงศาวดารและจดหมายเหตุเมืองเหนือระบุว่า พ่อขุนมังรายสมภพในปีกุน จุลศักราช 601 (พ.ศ. 1782) และพ่อขุนงำเมืองสมภพในปีจอจุลศักราช 600 (พ.ศ. 1781)

พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราช วงค์พระร่วง ผู้ครอง กรุงสุโขทัย ในราวปีพ.ศ 1822 -1848 เป็นเวลารวม 20 ปี ต่อจาก พ่อขุนบานเมือง ผู้เป็นพระเชษฐา ในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่ารัชกาลใด ๆ ในราชวงศ์พระร่วง ราชอาณาเขตแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางประชาชนได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้า ที่เรียกกันว่า “ไพร่ฟ้าหน้าใส”

ที่มาของพระนาม “พระรามคำแหง”

พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่า ขุนรามราช และเมื่อมีพระชนมายุได้ 19 ปี ทรงเข้าร่วมรบกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เพื่อขับไล่ขุนสามชน ที่หมายจะเข้ามาตีเมืองตาก ในขณะที่ทหารของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แตกผ่ายถอยร่นลงมา พระรามราชยังคงไม่ยอมแพ้ พระองค์ทรงไสช้างเข้ากระทำยุทธหัตถีกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด จนได้รับชัยชนะ โดยพระองค์ได้ทรงช้างชื่อ เบกพล ส่วนช้างของขุนสามชนนั้น มีชื่อว่า มาสเมือง จากเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงให้พระนามใหม่แก่พระองค์ว่า “พระรามคำแหง” ซึ่งหมายความว่า “พระรามผู้เข้มแข็ง” หรือ “เจ้ารามผู้เข้มแข็ง” แทนพระนามเดิม โดยมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ว่า “…เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาที่เมืองตาก พ่อกูไปรบ ขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้าไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพายจแจ๋น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนก็พุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนีพ่อกูจึงขึ้นชื่อกูพระรามคำแหง…”

สันนิษฐานว่าเมืองฉอดในปัจจุบันคืออำเภอแม่สอดใน จังหวัดตาก (ปัจจุบันยังมีเจดีย์ยุทธหัตถีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในอำเภอบ้านตาก) อันเป็นหัวเมืองชายแดนของ อาณาจักรสุโขทัย

[แก้ไข] การปกครองบ้านเมือง

นอกจากความกล้าหาญในการทำศึกสงคราม พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของความกตัญญู ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่ว่า “…กูบำเรอพ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวานอันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นางได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตาย ยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู…” จากหลักฐานตามหลักศิลาจารึกนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเป็นอย่างมาก และนี้คือแนวทางที่พระองค์ได้ทรงยึดถือไว้ และนำมาปกครองไพร่ฟ้าของพระองค์เช่นเดียวกัน

ในสมัยรัชกาลของพระองค์จึงทรงมีการปกครองแบบใหม่นั้นคือ พ่อปกครองลูก หรือ ปิตุรักษ์ ดังปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า “…ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมืองมีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจมันจะกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันโดยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม..” ซึ่งมีความหมายว่า หากประชาชนคนใดของพระองค์มีเรื่องทุกข์ร้อน ก็ให้มาสั่นกระดิ่งที่พระองค์ให้แขวนไว้ แล้วพระองค์จะทรงออกมาดูแลด้วยพระองค์เอง ยังความปลาบปลื้มให้แก่ประชาชนในเมืองสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยวิธีนี้ จึงเป็นที่มาของประเพณีที่เรียกกันว่า “ตีกลองร้องฎีกา”

ส่วนบรรดาหัวเมืองที่อยู่ไกลออกไปและอยู่ในอำนาจ เช่น เมืองคนที เมืองพระบาง เมืองชัยนาท เมืองแพร่ และเมืองน่านใช้บังคับปกครองแบบภายในวงศ์ญาติ หรือที่เรียกว่า ปิตุบาล คือกำหนดให้ทุกเมืองถือว่ากษัตริย์ กรุงสุโขทัย เป็นหัวหน้าหรือหัวหมู่กษัตริย์ในราชธานีถือว่าเป็นญาติกับประมุขของหัวเมืองลูกหมู่ ประมุขของแคว้นนั้น ๆ มีอำนาจปกครองผู้คนในหมู่ของตนให้มีความเป็นอยู่สุขสมบูรณ์และเป็นระเบียบเรียบร้อย

[แก้ไข] การพาณิชย์และการต่างประเทศ
ด้านการค้าภายในประเทศ พระองค์ทรงจัดให้มีศูนย์กลางทางการค้าขึ้นในเมืองสุโขทัย ที่เรียกกันว่า “ ตลาดปสาน ” เพื่อให้พ่อค้าต่างเมืองเดินทางเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันในเมืองสุโขทัย นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีนโยบายกระตุ้นทางการค้า นั้นคือให้ทำการค้ากันได้โดยไม่มีการเรียกเก็บภาษีอากร หรือที่เรียกว่า “จังกอบ” ซึ่งก่อนหน้านี้จะถูกเรียกเก็บตามความกว้างของลำเรือ ดังมีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ว่า “เจ้าเมืองบ่เอาจกอบ ในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจะใคร่ค้าช้างค้า ใครจะใคร่ค้าม้าค้า ใครจะใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” จากการใช้นโยบายดังกล่าว ทำให้การค้าขายในเมืองสุโขทัยมีการค้าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าของสุโขทัย ยังมาจากที่ตั้งของเมืองสุโขทัยอีกด้วย เพราะเมืองสุโขทัยนั้นตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สะดวกแก่การทำการค้ากับเมืองต่างๆ โดยมีเส้นทางการเดินทางไปทางเหนือถึงลุ่มแม่น้ำโขง ทางตะวันตกมีเส้นทางติดต่อกับเมืองพุกามและหัวเมืองมอญ ซึ่งสามารถออกทะเลเบงกอลติดต่อกับลังกาและอินเดียใต้ ส่วนทางใต้มีเส้นทางเดินทางผ่านลุ่ม แม่น้ำปิง ลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่าน นครศรีธรรมราช ออกสู่ทะเล สินค้าที่ซื้อขายกัน คือของป่าและแร่ธาตุต่างๆ

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ สุโขทัยมีสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นที่แพร่หลายและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก นั้นคือถ้วยชามสังคโลก ได้มีหลักฐานทางการค้าว่า สุโขทัยมีการส่งออก ถ้วยชามสังคโลกไปยัง หมู่เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย (ชวา) แม้ประเทศญี่ปุ่น ก็ยังปรากฏว่ามีถ้วยชามสังคโลกสุโขทัย เป็นมรดกตกทอดจนถึงปัจจุบัน การขนส่งถ้วยชามสังคโลกนั้น จะทำโดยใช้เรือสำเภาบรรทุกไปในทะเล โดยได้ค้นพบเรือสินค้าสมัยสุโขทัย ที่บรรทุกถ้วยชามสังคโลกสุโขทัยไปจมอัปปางลงในท้องทะเลลึกในบริเวณอ่าวไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการหารายได้เข้าประเทศ โดยการเป็นตัวแทนการค้า โดยรับสินค้าจากจีน เช่น ถ้วยชาม ผ้าไหม และอื่น ๆ เข้ามาขายในประเทศ และประเทศใกล้เคียงอีกด้วย

นอกจากการยกเลิกภาษีและการจัดตั้งตลาดปสานแล้ว พระองค์ยังคงส่งเสริมราษฎรของพระองค์ด้วยการให้กรรมสิทธิที่ดินทำกิน ตลอดจนเสรีภาพให้แก่ราษฎร นอกจากนั้นพระองค์มีนโยบายกระชับมิตรกับดินแดนต่างๆทั้งที่ใกล้เคียง และแม้แต่ดินแดนอันห่างไกลที่มีอำนาจ เช่น ล้านนา พะเยา ศิริธรรมนคร (นครศรีธรรมราช) ตลอดจนถึงจีน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าทรงให้ความช่วยเหลือสนับสนุนรัฐที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารด้วย เช่น มอญ และล้านช้างเป็นต้น และนี้คงเป็นเหตุผลของความเจริญรุ่งเรืองของกรุงสุโขทัยในสมัยนั้นเอง

[แก้ไข] การอุตสาหกรรม

ในยุคสมัยนั้นมีการผลิตถ้วยชามสังคโลกเป็นสินค้าส่งออก โดยการผลิตนี้ต้องใช้เตาทุเรียงเป็นเครื่องมือในการเผา ได้มีการค้นพบซากเตาเผานี้ ที่จังหวัดสุโขทัย เป็นจำนวน 49 เตา โดยบริเวณที่ค้นพบนั้นตั้งเรียงรายอยู่รอบคูเมือง ซึ่งเป็นฐานกำแพงเมืองสุโขทัย แบ่งออกเป็น 3 แห่ง ได้แก่

ที่ใกล้วัดพระพายหลวงในเขตอำเภอเมือง
ที่หมู่บ้านเกาะน้อยริมลำน้ำยม เหนืออำเภอศรีสัชนาลัย
ที่หมู่บ้านป่ายางเหนือวัดกระฎีรายนอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยริมลำน้ำยมด้านเหนือ
เตาทุเรียงนี้เป็นเตาที่ก่อด้วยอิฐ กว้าง 4-6 ศอก ยาว 10-12 ศอก บางเตามีขนาดเล็ก ขุดเป็นหลุมลึกลงไปในดินครึ่งหนึ่ง และก่อสูงพ้นดิน ครึ่งหนึ่ง ข้างเตาด้านในเรียงด้วยอิฐเป็นวงโค้ง ลักษณะของเตาแบ่งออกได้เป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1 เป็นที่สำหรับปล่องไฟ
ตอนที่ 2 เป็นที่สำหรับเรียงเครื่องปั้นดินเผาในเตา
ตอนที่ 3 เป็นที่สำหรับใส่ฟืนสุมไฟข้างหน้า
[แก้ไข] การทูตและการเจริญสัมพันธไมตรี
ในปีพ.ศ. 1825 กุบไบลข่านกษัตริย์จีนแห่งราชวงศ์มองโกลได้ส่งทูตชุดแรกมาสุโขทัย แต่ขณะที่เรือมาถึงสุโขทัย หลังจากที่คณะทูตชุดแรกของกุบไบลข่านประสบความล้มเหลวในการเดินทางมาติดต่อกับสุโขทัยแล้ว กุบไบลข่านก็มิได้ส่งทูตมาติดต่ออีก จนกระทั่งใน พ.ศ. 1835 ปรากฏในหลักฐานของจีนว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์สุโขทัยได้ส่งทูตพร้อมด้วยพระราชสาส์นอักษรทองคำเป็นการเจริญพระราชไมตรีกับจีน หลังจากนั้นในปี พ.ศ.1836 คณะทูตจีนก็เดินทางมาสุโขทัยอัญเชิญพระบรมราชโองการของจักรพรรดิจีนให้พ่อขุนรามคำแหงมหาราชไปเฝ้า แต่พระองค์มิได้ปฏิบัติตามแต่ประการใด คณะทูตจีนชุดที่สามเดินทางมากรุงสุโขทัยใน พ.ศ.1837 และชุดสุดท้ายมาในปี พ.ศ.1838

สรุปในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ส่งทูตเจริญราชไมตรีกับจีน 4 ครั้ง คือ พ.ศ.1835, พ.ศ.1837, พ.ศ.1838, พ.ศ.1840 คณะทูตในสมัยต่อมา คือ คณะทูต พ.ศ. 1841 ซึ่งหลักฐานจีนระบุว่าหัวหน้าคณะทูตเป็นรัชทายาทของกษัตริย์สุโขทัย ซึ่งได้อัญเชิญพระราชสาส์นกราบทูลจักรพรรดิว่า “เมื่อพระราชบิดาขี้นครองราชย์ (จักรพรรดิ) พระราชทานอานม้า บังเหียนม้า ผ้าขาว และเสื้อด้ายกรองทอง จึงขอพระราชทานสิ่งของดังกล่าวเช่นกัน…” ปรากฏว่าจักรพรรดิประทานให้แต่เสื้อด้ายกรองทอง แต่ไม่ประทานม้า โดยอ้างว่าสุโขทัยเป็นอาณาจักรเล็ก จะไม่เป็นธรรมแก่อาณาจักรเพื่อนบ้านอื่น ๆ ของสุโขทัย ความสำคัญของข้อความดังกล่าวข้างต้นอยู่ที่ว่า พ่อขุนรามคำแหงคงจะสวรรคตแล้วใน พ.ศ. 1841

นอกจากจีนแล้วพระองค์ยังทรงมีนโยบายกระชับมิตรกับดินแดนต่างๆทั้งที่ใกล้เคียง และแม้แต่ดินแดนอันห่างไกลที่มีอำนาจ เช่น ล้านนา พะเยา ศิริธรรมนคร (นครศรีธรรมราช) นอกจากนี้ยังปรากฏทรงให้ความช่วยเหลือสนับสนุนรัฐที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารด้วย เช่น มอญ และล้านช้างเป็นต้น

[แก้ไข] การศาสนา

ชนชาติไทยนิยมและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา (ฝ่ายมหายาน) ผสมผสานกับลัทธิศาสนาพราหมณ์ มาแต่บรรพกาล จนถึงรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง ได้ทรงอัญเชิญศาสนาพุทธฝ่ายหินยาน หรือฝ่ายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ จากนครศรีธรรมราช จึงเข้ามาสู่อาณาจักรสุโขทัย พระองค์ทรงยึดมั่นในทางพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง จึงทำให้บรรดาข้าราชการและราษฎร พากันยึดถือเป็นแบบตามพระเจ้าแผ่นดินไปด้วย

ดังปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ 1 กล่าวไว้ว่า “คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขไท ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้า ท่วยปั่ว ท่วยนาง ลูกเจ้า ลูกขุน ทั้งสิ้น ทั้งหลาย ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ฝูงท่วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”

พ่อขุนรามคำแหง ฯ ทรงโปรดให้สร้าง ขดารหินมนังษีลาบาตร ในป่าตาลขึ้น เป็นแท่นที่ประทับในการเสด็จออกขุนนาง เมื่อว่างจากการออกขุนนาง ก็ให้ใช้เป็น “อาสน์สงฆ์” สำหรับพระภิกษุที่มีภูมิธรรม และมีพรรษาสูงระดับ ปู่ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่ง แสดงธรรมแก่อุบาสก บรรดาชาวเมืองพากันถือศีลในวันพระ

พระยาเลอไท ซึ่งเป็นราชโอรสของพ่อขุนรามคำแหง ทรงมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างพระราชบิดา ได้นำ แบบอย่างพระพุทธศาสนา ” ลัทธิลังกาวงศ์ ” มาเผยแพร่เพิ่มเติม เป็นการปลูกฝังแก่ชาวสุโขทัยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ ทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาอีกมากมาย เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

[แก้ไข] การชลประทาน
เนื่องจากสภาพพื้นที่บริเวณเมืองสุโขทัยเอียงลาดจนไม่สามารถเก็บน้ำได้ตามธรรมชาติ ทั้งพื้นที่อยู่ติดภูเขา จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ชาวสุโขทัยสมัยนั้นจึงได้พัฒนาการเก็บกักน้ำโดยการสร้างอ่างเก็บน้ำ ทำนบหรือคันดิน ลำรางส่งน้ำหรือที่ขุดพบเป็นท่อสังคโลก เรียกว่า ท่อพระร่วงส่งน้ำเข้าไปในตัวเมืองเพื่อขังเก็บในสระน้ำใหญ่เล็กหลายสระ มีสระขนาดใหญ่ในกำแพงเมืองหรือที่เรียกว่า ตระพัง เช่น ตระพังทอง ตระพังเงิน ตระพังสอ มีการขุดบ่อน้ำกรุอิฐจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ในเมืองสุโขทัยไม่ขาดแคลนน้ำ มีการชลประทานเพื่อการเกษตรทำให้สามารถผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารได่อุดมสมบูรณ์ ดังความในจารึกที่ว่า

“เมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีน้ำตะพังโพยสี ใสกินดี … ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง ”

ร่องรอยคันดินชลประทานหรือที่คนท้องถิ่นตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย เรียกว่า ทำนบพระร่วง นั้นอยู่นอกเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงบริเวณที่กระหนาบด้วยภูเขาสองลูกเป็นลูกก้ามปู คือเขาพระบาทใหญ่กับเขากิ่วอ้ายมา ภูเขาทั้งสองลูกนี้อยู่ในเทือกภูเขาหลวงด้านหลังเมืองสุโขทัยโบราณ ลึกเข้าไปในเทือกเขานี้เป็นซอกเขาที่เป็นต้นกำเนิดของทางน้ำที่เรียกว่าโซกพระร่วงลองพระขรรค์ ลำธารขนาดเล็กที่มีต้นกำเนิดจากโซกพระร่วงลองพระขรรค์จะไหลเลาะเชิงเขากิ่วอ้ายมาออกมา โดยอีกฟากหนึ่งของฝั่งธารจะเป็นที่ลาดชันของเชิงเขาพระบาทใหญ่

แต่เดิม ก่อนที่กรมชลประทานจะก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ บริเวณนี้จะมีคันดินเตี้ย ๆ สูงประมาณ 1-2 เมตร ทอดยาวเป็นแนวขนานกับเขื่อนดินสร้างใหม่ของกรมชลประทาน มีคำเรียกคันดินโบราณนี้ว่า ทำนบพระร่วง ลักษณะคันดินไม่สูงนัก และมิได้มีสภาพการก่อสร้างที่แข็งแรงพอ จึงวิเคราะห์กันว่า คันดินโบราณนี้มิได้ทำหน้าที่เป็นเชื่อนกักเก็บน้ำเหมือนกับเขื่อนดินที่กรมชลประทานมาสร้างไว้ ทำนบพระร่วงเดิมจะทำหน้าที่บังคับทิศทางของน้ำที่มีมากในฤดูฝน มิให้ไหลล้นไปในทิศทางอื่นที่มิใช่ทิศทางไปสู่เมืองสุโขทัย แต่จะทำหน้าที่เบนน้ำทั้งหมดที่ไหลมาจากเขาทั้งสองลูกให้ลงไปในคลองเสาหอทั้งหมด เพื่อนำไปสู่คูเมืองสุโขทัย ทำนบพระร่วงแห่งนี้ นักวิชาการหลายคนได้เรียกชื่อเป็น สรีดภงส ตามชื่อที่ปรากฎใน จารึกหลักที่ 1 ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

แนวคันดินที่ทำหน้าที่เบี่ยงเบนทิศทางของน้ำไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่งตามต้องการ นั้น พบโดยทั่วไปบนพื้นที่ลาดเอียงของภูมิประเทศรอบนอกเมืองสุโขทัย ที่พบมากที่สุดอยู่บริเวณเชิงเขาด้านด้านทิศตะวันตกติดต่อไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมือง แต่ก็มิได้เรียกว่า ทำนบพระร่วง คงมีเพียงคันดินเป็นแนวเชื่อมระหว่างเขาพระบาทใหญ่กับเขากิ่วอ้ายมาเท่านั้นที่มีชื่อว่า ทำนบพระร่วง อาจจะเป็นด้วยว่า เห็นเป็นคันดินที่เห็นชัดที่สุด และชาวบ้านแถบนั้นจู้จักกันมานานแล้วก็ได้ แม้ว่าปัจจุบันคันดินทำนบพระร่วงของเดิมจะไม่เหลือสภาพให้เห็นแล้ว แต่เขื่อนดินที่กรมชลประทานสร้างขึ้นมาใหม่และทำหน้าที่ต่างไปจากคันดินของเดิม จึงถูกเรียกว่า ทำนบพระร่วง แทนเขื่อนดินที่กรมชลประทานได้สร้างขึ้นมีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูงแข็งแรงเป็นแนวเชื่อมระหว่างปลายเขาพระบาทใหญ่กับเขากิ่วอ้ายมา สามารถกักน้ำที่ไหลออกมาจากโซกพระร่วงลองพระขรรค์ บริเวณระหว่างเขาทั้งสิงลูกจึงกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดย่อม และระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ลงคลองเสาหอ เพื่อนำน้ำเข้าคูเมืองสุโขทัยที่มุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงใต้ อันเป็นตำแหน่งที่มีระดับความสูงของพื้นดินสูงที่สุดของเมืองสุโขทัย น้ำจากคลองเสาหอจะไหลหล่อเลี้ยงคูเมืองด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ จากนั้นจะไหลเข้าคูเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีระดับต่ำที่สุดก่อนที่จะไหลลงน้ำแม่ลำพันไปลงแม่น้ำยมที่อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันออก

[แก้ไข] การนิติศาสตร์
กฎหมายในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมิได้มีไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นักกฎหมายในปัจจุบันได้ถือเอาข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 มาพิจารณาตามความหมายและแบ่งออกเป็นกฎหมายได้หลายลักษณะ ดังที่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้ให้ความเห็นว่า ศิลาจารึกหลักแรกนี้ถือเป็น ปฐมรัฐธรรมนูญไทย ทั้งนี้เพราะหลักการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องมีการบอกอาณาเขต สิทธิเสรีภาพ ซึ่งในหลักศิลาจารึกก็ได้บัญญัติไว้ครบครัน

ลักษณะกฏหมายอื่น ๆ ที่ใช้ในการปกครองสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น เมื่อพิจารณาตามข้อความในหลักศิลาจารึกแล้ว สามรถที่จะแยกได้เป็นลักษณะ ดังนี้

1.กฎหมายลักษณะพิจารณาความ ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า
“ ไพร่ฝ้าลูกเจ้าลูกขุน ผี้แล้ผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้จึ่งแล่งความแก่ขาด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นเข้าท่านบ่ใคร่พีน เห็นสี่นท่านบ่ใคร่เดือด”เมื่อมีกรณีพิพาทขึ้นระหว่างราษฎร รวมทั้งลูกเจ้าลูกขุน ถ้าอยู่ใกล้พระราชวัง ก็ให้ไปสั่นกระดิ่งที่ปากประตูพระราชวัง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็จะชำระคดีให้ด้วยพระองค์เอง ถ้าราษฎรอยู่ไกลไปมาลำบาก ทางการก็จะมีผู้ตัดสินกรณีพิพาทประจำตามความเป็นจริงและยุติธรรมที่สุด ผู้ตัดสินความที่เป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์จะต้องมีหลักธรรมประจำใจด้วยว่า หากจะมีฝ่ายใดให้สินบน จะตัดสินล้มคดีไม่ได้ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง กินสินบาทคาดสินบนในการพิจารณาคดี พร้อมกับเตือนมิให้ใยดีกับข้าวของเงินทองของผู้อื่นด้วย

2.กฎหมายว่าด้วยเรื่องภาษี ดังปรากฏในศิลาจารึกว่า
“ เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีเข้า เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า”แสดงให้เห็นว่า สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีการค้าขายกันโดยเสรี ไม่มีการริดรอนสิทธิของราษฎร และไม่มีการเก็บภาษีอากร

3.กฎหมายว่าด้วยที่ดิน ปรากฏในศิลาจารึกว่า
“สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน”ลักษณะนี้เป็นลักษณะจับจองที่ดิน ปลูกพึชผลไม้ทำสวนต่าง ๆ มีสวนมะพร้าว สวนมะม่วง สวนขนุน เป็นต้น ใครเป็นผู้แผ้วถางจับจองแล้วก็มีสิทธิ์ตรงนั้น ได้กรรมสิทธิ์และถือเป็นทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกถึงทายาทด้วย

4.กฎหมายว่าด้วยมรดก ในศิลาจารึกมีว่า
“ไพร่ฝ้าหน้าใสลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ล้มตายหายกว่า อย้าวเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอ ลูกเมีย เยียเข้า ไพร่ฝ้าข้าไทย ป่าหมาก ป่าพลู พ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น”ประชาราษฎรในกรุงสุโขทัยไม่ว่าจะเป็นลูกข้าราชการหรือราษฎรทั่วไป เมื่อตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรือหายสาบสูญไปอย่างหนึ่งอย่างใด ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เป็นของพ่อแม่ ที่ล้มหายตายจากไปถือว่าตกเป็นมรดกของลูกหลานทั้งหมด

5.กฎหมายระหว่างประเทศ ในศิลาจารึกมีว่า
“คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่อยเหนือเฟื่อกู้ มันบ่มีช้าง บ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มี เงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือกข้าเสือหัวพู่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี”สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีอาณาจักรใกล้เคียงเข้ามาอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ด้วย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่มีช้างก็หาให้ ไม่มีม้าก็หาให้ ไม่มีปัว (บ่าว) ก็หาให้ ช่วยตั้งบ้านเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ที่เป็นเชลยศึกก็ไม่ฆ่าไม่ทำร้าย

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มิถุนายน 2012
พฤ อา
     
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: